ตัวอย่าง “ลาสต์โคโลนี ที่มั่นสุดท้าย” ครึ่งแรก

บทที่หนึ่ง

ขอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับโลกหลายแห่งที่ผมทิ้งไว้เบื้องหลังให้คุณฟังสักหน่อย

โลกที่คุณรู้จัก โลกที่ใครๆก็รู้จัก มันเป็นสถานที่กำเนิดของมนุษยชาติ แม้ว่า ณ จุดนี้จะไม่ค่อยมีใครคิดว่ามันเป็นดาวเคราะห์ ‘บ้านเกิด’ แล้วก็ตาม…ดาวเคราะห์ฟีนิกซ์มารับช่วงต่อตั้งแต่สหภาพอาณานิคมถูกจัดตั้งขึ้นและกลายมาเป็นหัวหอกในการขยายและปกป้องเผ่าพันธุ์ของเราในเอกภพ แต่คุณต้องไม่มีวันลืมรากเหง้าของตัวเอง

การจากโลกมาอยู่ในเอกภพก็เหมือนกับการที่เด็กบ้านนอกสักคนขึ้นรถบัสเข้าเมืองใหญ่และยืนตาค้างจ้องมองอาคารสูงตลอดช่วงบ่าย จากนั้นก็จะถูกจี้ปล้นโทษฐานที่มัวแต่อึ้งกับโลกใหม่อันแสนแปลกประหลาดรอบตัวซึ่งมีอะไรอยู่ในนั้น เพราะสิ่งที่อยู่ในนั้นไม่มีเวลาหรือความเห็นอกเห็นใจให้เด็กใหม่ในเมืองหรอก ถึงกับพร้อมที่จะฆ่าเขาเพื่อเอาของที่อยู่ในกระเป๋าด้วยซ้ำ เด็กบ้านนอกเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เพราะเขากลับบ้านไม่ได้อีกแล้ว

ผมใช้เวลาเจ็ดสิบห้าปีบนโลก ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมืองบ้านนอกของรัฐโอไฮโอ และอยู่กับผู้หญิงคนเดียวมาเกือบจะตลอดชีวิตนั้น เธอตายและถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ส่วนผมรอดแล้วจากมา

โลกใบต่อมาเป็นแค่คำเปรียบเปรย กองกำลังป้องกันอาณานิคมพาผมออกไปจากโลก โดยเลือกเก็บเอาไว้แค่บางส่วนของผม ซึ่งก็คือจิตและดีเอ็นเอปริมาณเล็กน้อย จากอย่างหลังพวกเขานำมันไปสร้างร่างกายใหม่ให้ผม เป็นร่างกายที่อ่อนเยาว์ ว่องไว แข็งแรง งดงาม และมีความเป็นมนุษย์แค่ส่วนเสี้ยว พวกเขายัดจิตของผมเข้าไปในนั้นโดยให้เวลาผมได้ชื่นชมกับวัยหนุ่มครั้งที่สองสั้นมากจนแทบไม่เพียงพอ ตลอดช่วงหลายปีต่อมาพวกเขาพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำให้ร่างอันงดงามนั้นซึ่งเป็นผมในตอนนี้ถูกฆ่าตาย โดยการโยนมันไปหล่นปุอยู่ท่ามกลางเผ่าพันธุ์เอเลียนฝ่ายตรงข้ามแทบทุกเผ่าพันธุ์เท่าที่พวกเขาจะหาได้

และมันก็มีหลายเผ่าพันธุ์เหลือเกิน เอกภพนั้นกว้างใหญ่ แต่จำนวนของโลกที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นมีน้อยอย่างน่าใจหาย ผลก็คืออวกาศแออัดไปด้วยสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเผ่าพันธุ์อื่นๆมากมายที่อยากได้โลกใบเดียวกันกับที่พวกเราเล็งไว้ และดูเหมือนมีน้อยเผ่าพันธุ์เหลือเกินที่อินกับคอนเซปต์ของการแชร์ แน่นอนว่าพวกเราไม่ใช่หนึ่งในนั้น เผ่าพันธุ์ต่างๆจึงต่อสู้กัน และโลกที่สามารถอยู่อาศัยได้ก็ถูกเปลี่ยนมือไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะมีสักเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เกาะมันไว้ได้แน่นพอจนเราไม่สามารถแซะออกไปได้ กว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา พวกเราชาวโลกสามารถทำแบบนั้นได้กับโลกหลายสิบแห่ง และขณะเดียวกันก็ทำล้มเหลวในอีกหลายสิบแห่ง นี่ไม่ทำให้เรามีเพื่อนมากนัก

ผมใช้เวลาหกปีอยู่ในโลกใบนั้น ผมต่อสู้และเกือบตายมามากกว่าหนึ่งครั้ง ผมมีเพื่อนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ตายไปแล้ว และบางส่วนผมก็เป็นคนช่วยชีวิตเอาไว้ ผมได้เจอผู้หญิงซึ่งดูเหมือนคนที่ผมเคยร่วมชีวิตด้วยตอนอยู่บนโลก เหมือนมากจนน่าเจ็บปวดใจ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นใครคนอื่นโดยสิ้นเชิง ผมปกป้องสหภาพอาณานิคมโดยเชื่อว่าตัวเองกำลังทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์ให้ได้ดำรงอยู่ในเอกภพ

ท้ายที่สุดกองกำลังป้องกันอาณานิคมก็ได้นำส่วนของผมที่เป็นผมมาตลอดยัดเข้าไปในร่างที่สาม ซึ่งเป็นร่างสุดท้ายแล้ว ร่างนี้หนุ่มแน่น แต่ไม่ว่องไวและทรงพลังเท่าร่างเดิม อย่างไรเสียมันก็เป็นแค่ร่างมนุษย์ธรรมดา แต่ร่างนี้จะไม่ถูกขอให้ออกไปตายในการต่อสู้ ผมคิดถึงพละกำลังมหาศาลแบบยอดมนุษย์ในการ์ตูน แต่ไม่ได้คิดถึงการเผชิญหน้ากับเอเลียนมากมายที่พยายามจะฆ่าผม ฉะนั้นมันก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนอันยุติธรรม

โลกใบต่อมาคุณน่าจะไม่รู้จัก หากย้อนกลับไปที่โลกใบเดิม บ้านเก่าของเรา ที่ซึ่งคนหลายพันล้านยังใช้ชีวิตและเฝ้าฝันถึงดวงดาว หากคุณแหงนหน้ามองฟ้า มองไปยังกลุ่มดาวแมวป่าที่อยู่ติดกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ มันจะมีดาวฤกษ์ดวงหนึ่งอยู่ตรงนั้น เหลืองสุกสกาวเหมือนดวงอาทิตย์บ้านเรา และมีดาวเคราะห์หลักๆหกดวง ดวงที่สามแทบจะเรียกได้ว่าก๊อปปี้มาจากโลกเลยทีเดียว มันมีเส้นรอบวงเป็น 96 เปอร์เซ็นต์ของโลก แต่มีแกนเหล็กใหญ่กว่าของโลกอยู่บ้าง ฉะนั้นมวลของมันจึงเป็น 101 เปอร์เซ็นต์ของโลก (ไอ้ 1 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ค่อยมีใครรู้สึกเท่าไหร่หรอก) มันมีดวงจันทร์สองดวง หนึ่งในนั้นมีขนาดเพียงสองในสามของดวงจันทร์ลูนาของโลก แต่อยู่ใกล้กับดาวเคราะห์มากกว่า จึงกินพื้นที่บนท้องฟ้าแค่พอๆกัน ส่วนดวงจันทร์ดวงที่สองนั้นเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ลอยมาติดอยู่ในวงโคจร มันมีขนาดเล็กกว่าดวงแรกมาก อยู่ใกล้กว่ามาก และวงโคจรก็ไม่ค่อยเสถียร สุดท้ายแล้วมันจะพังทลายและตกใส่ดาวเคราะห์เบื้องล่าง ที่ประมาณการกันไว้อย่างละเอียดลออที่สุดก็คืออีกราวสองแสนห้าหมื่นปีข้างหน้า คนที่นั่นจึงไม่ได้กังวลอะไรมากนักในตอนนี้

โลกใบนี้ถูกค้นพบโดยมนุษย์โลกตั้งแต่เกือบเจ็ดสิบห้าปีก่อน ตอนนั้นชาวอีลานยังตั้งอาณานิคมอยู่ที่นั่น แต่กองกำลังป้องกันอาณานิคมก็ได้เข้าไปแก้ไขกรรมสิทธิ์ครอบครอง ต่อมาชาวอีลานก็พยายามแก้สมการคืน จะพูดอย่างนั้นก็ได้ พอสองปีต่อมาสถานการณ์ถึงค่อยลงตัว สหภาพอาณานิคมได้เปิดดาวดวงนี้ต้อนรับชาวอาณานิคมจากโลก ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวอินเดีย พวกเขาทยอยเดินทางมาเป็นช่วงๆ ช่วงแรกคือหลังจากที่เรายึดดาวมาจากชาวอีลานได้อย่างมั่นคง ช่วงที่สองคือหลังจากที่สงครามภูมิภาคบนโลกยุติลงไม่นาน ตอนนั้นรัฐบาลชั่วคราวที่ได้รับการสนับสนุนทางทหารได้ยื่นทางเลือกแก่ฝ่ายสนับสนุนระบอบเชาว์ดรีว่าจะไปเป็นชาวอาณานิคมหรือเข้าคุก คนส่วนใหญ่เลือกยอมถูกเนรเทศ โดยพาครอบครัวไปด้วย คนเหล่านี้ไม่ได้ใฝ่ฝันถึงดวงดาวหรือว่าอะไรหรอก พวกเขาแค่โดนบังคับมากกว่า

เมื่อคำนึงถึงเชื้อชาติของคนบนดาวเคราะห์ดวงนี้ คุณคงนึกว่าดาวเคราะห์น่าจะมีชื่อที่สะท้อนถึงรากเหง้าของพวกเขา แต่คุณคิดผิด ดาวเคราะห์ดวงนี้ชื่อว่าฮักเคิลเบอร์รี่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตั้งชื่อโดยสหายคอมมิวนิสต์ในสหภาพอาณานิคมสักคนที่ชื่นชอบทเวน ดวงจันทร์ดวงใหญ่ของดาวฮักเคิลเบอร์รี่มีชื่อว่าซอว์เยอร์ ดวงเล็กชื่อเบ็กกี้ ดาวดวงนี้มีสามทวีป ได้แก่แซมูเอล แลงฮอร์น และเคลเมนส์ เลยจากทวีปเคลเมนส์ไปมีหมู่เกาะภูเขาไฟทอดตัวเป็นแนวยาว รู้จักกันในชื่อหมู่เกาะลิฟวี ตั้งอยู่ในมหาสมุทรคาลาเวราส์ องค์ประกอบส่วนใหญ่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกตั้งชื่อตามแนวทเวนมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้อยู่อาศัยจะมาถึง ซึ่งพวกเขาก็ดูจะยอมรับได้เป็นอย่างดี

ทีนี้ถ้าคุณลองมายืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้กับผม แหงนหน้ามองฟ้าไปยังทิศทางของกลุ่มดาวดอกบัว ในนั้นจะมีดาวฤกษ์สีเหลืองสุกสกาวเช่นเดียวกับดาวฤกษ์ที่ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบ เป็นที่ที่ผมลืมตาดูโลกตั้งแต่เมื่อสองชีวิตก่อน จากตรงนี้มันอยู่ห่างไกลจนแทบมองไม่เห็น เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมมีต่อชีวิตเก่าตอนอยู่ที่นั่น

ชื่อของผมคือจอห์น เพอร์รีย์ ผมอายุแปดสิบแปดปี ผมใช้ชีวิตที่ดาวดวงนี้มาเกือบแปดปีแล้ว มันเป็นบ้านของผม ที่ซึ่งผมอยู่กับภรรยาและลูกสาวบุญธรรม ขอต้อนรับสู่ดาวฮักเคิลเบอร์รี่ ในเรื่องราวต่อไปนี้ มันคือโลกแห่งต่อไปที่ผมจะทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่ยังไม่ใช่แห่งสุดท้าย
เช่นเดียวกับเรื่องราวดีๆมากหลาย…เรื่องราวการไปจากดาวฮักเคิลเบอร์รี่ของผมเริ่มต้นด้วยแพะตัวหนึ่ง

สาวิตรี กุณฑปาลี ซึ่งเป็นผู้ช่วยของผมถึงกับไม่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือขณะผมกลับจากกินมื้อเที่ยง “ในห้องทำงานคุณมีแพะรออยู่ค่ะ” เธอว่า

“หืมมมม์” ผมเปรย “นึกว่าฉีดสเปรย์ป้องกันไว้แล้วซะอีก”
นี่ทำให้สาวิตรีเหลือบตาขึ้นมา ซึ่งโดยรวมแล้วถือเป็นชัยชนะสำหรับผม “มันพาคู่พี่น้องเชงเคลเปตมาด้วย”

“ซวยละ” ผมอุทาน พี่น้องคู่ก่อนหน้านี้ที่ทะเลาะกันหนักหน่วงพอๆกับบ้านเชงเคลเปตก็คือเคนและเอเบล อย่างน้อยหนึ่งในสองคนนั้นก็ตัดสินใจทำอะไรกับมันไปแล้ว “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามสองคนนี้เข้ามาในห้องทำงานตอนผมไม่อยู่”

“ไม่เห็นเคยพูดเลยค่ะ” สาวิตรีแย้ง

“งั้นต่อไปนี้ให้ถือเป็นคำสั่งถาวร” ผมบอก

“ต่อให้คุณจะสั่งไว้” สาวิตรีพูดต่อ คราวนี้วางหนังสือลงแล้ว “มันจะได้ผลก็ต่อเมื่อสองคนนั้นฟังฉัน แต่พวกเขาไม่ฟัง อัฟตาบเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าไปพร้อมกับแพะ แล้วนิสซิมก็เดินตามเข้าไป ไม่มีใครเหลือบมองฉันเลยด้วยซ้ำ”

“ผมไม่อยากต้องมารับมือกับพี่น้องเชงเคลเปตตอนนี้นะ” ผมบ่น “ผมเพิ่งกินอาหารมา”

สาวิตรีเอื้อมไปหยิบถังขยะที่อยู่ข้างโต๊ะขึ้นมา “งี้เชิญอ้วกออกมาให้หมดก่อนค่ะ” เธอเสนอ

ผมเคยเจอสาวิตรีมาแล้วเมื่อหลายปีก่อนตอนที่กองกำลังป้องกันอาณานิคมส่งผมเป็นตัวแทนไปเยี่ยมเยียนอาณานิคมแห่งต่างๆเพื่อทำการโปรโมต แล้วพอแวะที่หมู่บ้านนิวโกอาบนอาณานิคมฮักเคิลเบอร์รี่ สาวิตรีก็ลุกขึ้นตะโกนด่าผมว่าเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยมและระบอบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จโดยสหภาพอาณานิคม ผมถูกใจเธอตั้งแต่ตอนนั้นเลย พอปลดประจำการจากกองกำลังซีดีเอฟ ผมก็ตัดสินใจว่าจะมาลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านนิวโกอา พวกเขาเสนอตำแหน่งผู้ตรวจการประจำหมู่บ้านให้ผม ซึ่งผมก็รับ และแปลกใจที่ได้เห็นสาวิตรีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน เธอบอกผมว่าเธอจะมาเป็นผู้ช่วยของผม ไม่ว่าผมจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม

“ช่วยเตือนความจำผมอีกครั้งซิว่าทำไมคุณถึงได้มารับงานนี้” ผมบอกสาวิตรีที่ยังคงถือถังขยะอยู่

“เพราะความวิปริตล้วนๆค่ะ” สาวิตรีบอก “ตกลงคุณจะอ้วกไหม”

“ผมว่าผมเก็บเอาไว้ก่อนดีกว่า” พอผมพูดจบสาวิตรีก็เอาถังขยะไปวางไว้ตามเดิม แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ

ผมปิ๊งอะไรขึ้นมาได้ “นี่ สาวิตรี” ผมเรียก “อยากได้งานของผมไหม”

“แน่นอน” สาวิตรีปิดหนังสือ “แต่ขอเริ่มงานหลังจากคุณจัดการกับพวกเชงเคลเปตเสร็จก่อนละกัน”

“ขอบใจนะ” ผมบอก

สาวิตรีส่งเสียงฮึดฮัดแล้วกลับไปสู่การผจญภัยในโลกวรรณกรรมต่อ ผมเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก่อนเดินเข้าประตูห้องทำงาน

แพะที่อยู่กลางห้องน่ารักดี แต่พวกเชงเคลเปตที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของผมไม่

“อัฟตาบ” ผมพยักหน้าให้คนพี่ “นิสซิม” จากนั้นก็คนน้อง “และสหาย” ผมพยักหน้าให้แพะ สุดท้ายค่อยนั่งลง “บ่ายวันนี้มีอะไรให้ผมช่วยครับ”

“ผู้ตรวจการเพอร์รีย์ คุณช่วยอนุญาตให้ผมยิงพี่ชายของผมทิ้งได้ไหมนาย” นิสซิมว่า

“เกรงว่านั่นจะไม่ได้อยู่ในขอบข่ายงานของผม” ผมบอก “นอกจากนั้นมันยังดูรุนแรงเกินกว่าเหตุไปบ้าง ไหนคุณเล่าให้ผมฟังซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

นิสซิมชี้ไปที่พี่ชายของเขา “ไอ้คนชั่วนี่ขโมยน้ำเชื้อของผม”

“ว่าไงนะ?” ผมอุทาน

“น้ำเชื้อของผม” นิสซิมพูดซ้ำ “ลองถามเขาดูสิ เขาปฏิเสธไม่ได้หรอกนาย”

ผมกะพริบตาปริบๆแล้วหันไปหาอัฟตาบ “ตกลงคุณขโมยน้ำเชื้อของน้องชายคุณไปอย่างนั้นรึ”

“คุณอย่าถือสาน้องชายผม” อัฟตาบพูด “เขามันเป็นพวกชอบตีโพยตีพาย คุณเองก็รู้ ที่น้องชายผมบอกคือแพะตัวหนึ่งของเขาพลัดหลงเข้ามาในทุ่งของผม แล้วมาทำแพะสาวตัวนี้ของผมท้อง และตอนนี้เขาก็อ้างว่าผมขโมยน้ำอสุจิจากแพะของเขา”

“มันไม่ใช่แพะทั่วไป” นิสซิมว่า “แต่เป็นพราบัต แพะพ่อพันธุ์อันดับหนึ่งของผม ผมให้คนเอามันไปผสมได้ราคาดีมาก แต่อัฟตาบไม่อยากจ่ายเงิน เขาก็เลยมาขโมยน้ำเชื้อของผมไปนะนาย”

“น้ำเชื้อของพราบัตต่างหากเล่า ไอ้โง่เอ๊ย” อัฟตาบแย้ง “และมันก็ไม่ใช่ความผิดของฉันซะหน่อยที่นายไม่ซ่อมรั้วให้ดีจนแพะหลุดเข้ามาในที่ฉันแบบนี้”

“โอ้ ทำเป็นพูดดี” นิสซิมว่า “ผู้ตรวจการเพอร์รีย์ ผมจะบอกคุณว่ารั้วของผมถูกตัด พราบัตถูกล่อลวงเข้าไปในที่ดินนั้น”

“นายมันบ้าไปแล้ว” อัฟตาบโวยวาย “ต่อให้เป็นความจริง ซึ่งมันไม่จริง แล้วจะยังไงล่ะ นายก็ได้พราบัตที่หวงนักหวงหนาคืนไปแล้วนี่”

“แต่ตอนนี้นายมีแพะที่ท้องอยู่” นิสซิมบอก “ท้องทั้งที่ไม่ได้จ่ายเงิน และฉันก็ไม่ได้อนุญาตด้วย มันเป็นการขโมย ง่ายๆตรงๆแค่นั้น ยิ่งไปกว่านั้น นายยังพยายามจะทำลายกิจการของฉันอีก”

“นายเอาอะไรมาพูด” อัฟตาบถาม

“นายพยายามจะเพาะพ่อพันธุ์ขึ้นมา” นิสซิมชี้ไปที่แพะซึ่งกำลังแทะพนักเก้าอี้ของอัฟตาบอยู่ “อย่ามาแก้ตัวเลย นี่คือแพะแม่พันธุ์ที่ดีที่สุดของนาย พอเอามาผสมกับพราบัตแล้วนายก็จะได้พ่อพันธุ์ตัวใหม่เอาไปผสมต่อได้ นายคิดจะบ่อนทำลายกิจการฉัน ลองถามเขาดูสิผู้ตรวจการเพอร์รีย์ ถามเขาว่าที่อยู่ในท้องของแพะตัวนี้เป็นเพศอะไร”

ผมหันไปมองอัฟตาบ “ลูกแพะของคุณเป็นเพศอะไร อัฟตาบ”

“ตัวหนึ่งเป็นเพศผู้ แต่ด้วยความบังเอิญล้วนๆนะครับนาย” อัฟตาบบอก

“ผมอยากให้มันทำแท้ง” นิสซิมว่า

“มันไม่ใช่แพะของนาย” อัฟตาบแย้ง

“งั้นฉันจะเอาลูกแพะที่คลอดออกมา” นิสซิมบอก “ถือเป็นค่าน้ำเชื้อที่นายขโมยไป”

“เอาอีกละ” อัฟตาบหันมาทางผม “ผู้ตรวจการเพอร์รีย์ คุณเห็นไหมว่าผมต้องรับมือกับอะไร น้องผมเขาปล่อยให้แพะของตัวเองวิ่งพล่านไปทั่ว เที่ยวไปขี่แพะตัวอื่นตามใจชอบ เสร็จแล้วก็มาเรียกเก็บค่าผสมเข้ากระเป๋า”

นิสซิมคำรามด้วยความหงุดหงิดแล้วเริ่มตะโกนด่าพี่ชาย มือไม้โบกไปมา อัฟตาบทำตามบ้าง เจ้าแพะเดินอ้อมโต๊ะเข้ามามองหน้าผมด้วยความสงสัยใคร่รู้ ผมหยิบลูกอมจากในลิ้นชักออกมาป้อนมัน “ทั้งฉันทั้งแกไม่จำเป็นต้องมาอยู่ตรงนี้เลยนะเนี่ย” ผมพูดกับแพะ แพะไม่ตอบ แต่ผมบอกได้ว่ามันเห็นด้วยกับผม

ตามแผนซึ่งวางไว้แต่แรก งานของผู้ตรวจการหมู่บ้านควรจะเรียบง่าย คือเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาวหมู่บ้านนิวโกอามีปัญหากับฝ่ายปกครองท้องถิ่นหรือในระดับเขต พวกเขาก็จะมาหาผม ผมก็จะแทงเรื่องขึ้นไปให้โดยตรงเพื่อจัดการปัญหานั้น ความจริงแล้วนี่เป็นหน้าที่แบบที่มักถูกมอบให้วีรบุรุษสงครามสักคนที่ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเขาคนนั้นคงจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่ออาณานิคมหลังเขาสักแห่ง คือเขาเป็นคนแบบที่มีชื่อเสียงในหมู่คนระดับสูงมากพอให้คนอื่นๆต้องสนใจเวลาเขาโผล่ไปหา

แต่เรื่องก็คือพอผ่านไปได้สองเดือน ชาวหมู่บ้านนิวโกอาก็เริ่มมาหาผมด้วยปัญหาอื่นๆ “โอ้ เราไม่อยากจะรบกวนเจ้าพนักงานหรอกนะครับ” ชาวหมู่บ้านคนหนึ่งพูดกับผมแบบนี้หลังจากผมถามเขาว่าทำไมจู่ๆทุกคนถึงโผล่มาหาผมด้วยปัญหาแทบทุกประเภทตั้งแต่การใช้อุปกรณ์ทำฟาร์มไปจนถึงการให้คำปรึกษาชีวิตคู่ “ก็มาหาคุณแล้วมันง่ายกว่าและเร็วกว่า” โรหิต กุลการ์นี หัวหน้าหมู่บ้านนิวโกอา รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีผมมาช่วยแบกรับปัญหาซึ่งปกติจะต้องไปตกที่เขาเป็นคนแรกไปแทน เพราะนี่ทำให้เขามีเวลาไปตกปลาและเล่นโดมิโนในร้านน้ำชามากขึ้น

ส่วนใหญ่แล้ว ขอบเขตงานเพิ่มเติมสำหรับผู้ตรวจการหมู่บ้านแบบนี้มันก็โอเคดีไม่มีอะไร เป็นเรื่องดีที่ผมได้ช่วยเหลือผู้คน และมันก็รู้สึกดีที่ผู้คนรับฟังคำแนะนำของผม แต่ในอีกทางหนึ่ง ผู้มีหน้าที่ให้บริการประชาชนแทบทุกคนมักจะพูดแบบนี้ว่าคนน่ารำคาญแค่สองสามคนในชุมชนก็สามารถกินเวลาของคุณไปได้จนเกือบหมดแล้ว ในหมู่บ้านนิวโกอา กฎข้อนี้มีไว้ใช้กับพี่น้องเชงเคลเปต

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมสองคนนี้ถึงได้เกลียดขี้หน้ากันนัก ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเพราะพ่อแม่ของพวกเขา แต่บาจานและไนรัลซึ่งเป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารักต่างก็งุนงงไม่แพ้คนอื่นๆ คนบางคนคงแค่ไปกันไม่ได้ล่ะมั้ง และโชคร้ายหน่อยที่ในกรณีนี้มันดันเป็นพี่น้องกัน

อะไรๆคงไม่เลวร้ายนักถ้าทั้งสองคนนี้ไม่ได้สร้างฟาร์มขึ้นมาติดกันและต้องเจอหน้ากันทุกวัน ตอนที่มารับงานนี้ใหม่ๆ ผมเคยเสนอให้อัฟตาบ(ซึ่งผมมองว่าเป็นคนที่มีเหตุผลมากกว่าอีกฝ่ายอยู่สักเสี้ยวหนึ่ง)ไปลองดูที่ดินแห่งใหม่ตรงอีกฟากของหมู่บ้านไหม เพราะการย้ายไปอยู่ห่างจากนิสซิมคงจะแก้ปัญหาชีวิตให้เขาได้มากโข “โอ้ แบบนั้นคงเข้าทางเขาพอดี” อัฟตาบพูดอย่างนี้ และพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูมีเหตุมีผลอย่างยิ่ง หลังจากนั้นผมก็เลิกหวังว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้ และยอมรับกรรมของตัวเองจากการแวะมาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราวโดยคู่พี่น้องเชงเคลเปต

“โอเค” ผมพูดขึ้น ทำให้คู่พี่น้องที่กำลังห้ำหั่นกันเงียบลง “นี่คือความคิดของผมนะ ผมว่าตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วว่าแพะสาวของเราตัวนี้ท้องได้ยังไง เพราะงั้นอย่าไปสนใจประเด็นนั้นกันเลย แต่พวกคุณทั้งคู่ต่างก็เห็นตรงกันว่าเป็นพ่อพันธุ์ของนิสซิมที่ทำมันท้อง”

พี่น้องเชงเคลเปตพยักหน้า ส่วนเจ้าแพะนั้นเงียบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว “ตกลง งั้นพวกคุณทั้งคู่ก็ต้องทำธุรกิจร่วมกัน” ผมบอก “อัฟตาบ คุณเก็บลูกแพะไว้ได้ และอยากเอาไปผสมต่อก็ตามใจ แต่หกครั้งแรกที่คุณผสม นิสซิมต้องได้ค่าผสมเต็มจำนวน หลังจากนั้นแบ่งให้เขาครึ่งหนึ่งตลอดไป”

“งั้นหกครั้งแรกเขาก็จะให้คนอื่นผสมฟรีหมดเลยน่ะสินาย” นิสซิมท้วง

“งั้นก็ตั้งราคาค่าผสมระยะยาวเอาไว้โดยใช้ค่าเฉลี่ยจากการผสมหกครั้งแรก” ผมบอก “เพราะงั้นถ้าเขาพยายามจะโกงเงินนาย เขาก็จะลงเอยด้วยการโกงเงินตัวเองด้วย และนี่ก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆนะนิสซิม คนจะไม่ไปเช่าแพะของอัฟตาบมาผสมหรอกถ้าพวกเขาคิดว่าอัฟตาบทำไปเพื่อป่วนนายโดยเฉพาะ มันมีเส้นกั้นที่บางมากๆระหว่างมูลค่าที่เหมาะสมกับการเป็นเพื่อนบ้านที่แย่”

“แล้วถ้าผมไม่อยากทำธุรกิจร่วมกับเขาล่ะนาย” อัฟตาบถามขึ้น

“งั้นคุณก็ขายลูกแพะให้นิสซิมไป” พอผมพูดจบ นิสซิมก็อ้าปากจะประท้วง “ใช่แล้ว ขายให้คุณ” ผมชิงพูดต่อ “เอาลูกแพะไปให้มูราลีตีราคา เขาบอกเท่าไหร่ก็เท่านั้น มูราลีไม่ชอบหน้าพวกคุณทั้งคู่อยู่แล้ว เพราะงั้นรับรองว่าราคาต้องยุติธรรมแน่นอน ตกลงไหม”

พี่น้องเชงเคลเปตครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความจริงแล้วกำลังเค้นสมองอยู่ว่ามีทางไหนไหมที่คนใดคนหนึ่งจะหัวเสียกับเรื่องนี้มากกว่าอีกฝ่าย สุดท้ายทั้งคู่ก็เหมือนจะได้ข้อสรุปว่าวิธีนี้ทำให้พวกเขาเจ็บใจมากพอกัน ซึ่งในสถานการณ์นี้ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทั้งคู่พยักหน้ายินยอม

“ดี” ผมว่า “งั้นก็รีบออกไปได้แล้วก่อนที่จะมีใครทำพรมห้องผมเลอะเทอะ”

“แพะผมไม่เรี่ยราดแบบนั้นหรอกน่านาย” อัฟตาบพูด

“ผมก็ไม่ได้หมายถึงแพะหรอกนะ” พูดจบผมก็ไล่ทั้งคู่ออกไป แล้วสาวิตรีก็โผล่มาตรงหน้าประตู

“คุณนั่งที่ของฉันอยู่” สาวิตรีพยักหน้ามาทางเก้าอี้ของผม

“ช่างหัวคุณปะไร” ผมพูดพร้อมยกเท้าขึ้นบนโต๊ะ “ถ้าคุณไม่พร้อมสำหรับเรื่องน่ารำคาญ งั้นคุณก็ไม่พร้อมสำหรับเก้าอี้เจ้านาย”

“ถ้างั้นฉันจะขอกลับไปรับหน้าที่ผู้ช่วยอันต่ำต้อยของคุณต่อ และอยากจะบอกคุณว่าในขณะที่คุณกำลังสนุกสนานเฮฮากับพวกเชงเคลเปตอยู่ เจ้าหน้าที่สันติบาลโทร.มาหาคุณ” สาวิตรีพูด

“เรื่องอะไร?” ผมถาม

“ไม่ได้แจ้งไว้ค่ะ” สาวิตรีบอก “วางสายเร็วมาก คุณก็รู้จักเจ้าหน้าที่สันติบาลดี เป็นคนห้วนๆ”

“โหดแต่ยุติธรรม นั่นล่ะคำขวัญ” ผมบอก “ถ้าเป็นเรื่องสำคัญก็คงฝากข้อความเอาไว้แล้ว เพราะงั้นไว้ผมค่อยกังวลทีหลัง ระหว่างนี้ผมจะจัดการงานเอกสารก่อน”

“คุณไม่มีงานเอกสารซะหน่อย” สาวิตรีบอก “คุณโยนมาให้ฉันหมดแล้ว”

“แล้วมันเสร็จยังล่ะ”

“เท่าที่คุณต้องรู้คือเสร็จแล้วค่ะ”

“งั้นผมจะขอไปพักผ่อนและอิ่มเอิบกับทักษะในการบริหารจัดการของตัวเองซะหน่อย”

“ฉันดีใจนะคะที่เมื่อกี้คุณไม่ได้อ้วกใส่ถังขยะ” สาวิตรีบอก “เพราะจะได้มีที่เหลือให้ฉันเอาไว้อ้วกเอง” พูดจบเธอก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานก่อนผมจะคิดประโยคเด็ดๆมาสวนเธอได้

เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เดือนแรกที่ร่วมงานกัน ในช่วงเดือนแรกนั้นเธอได้เรียนรู้ว่าต่อให้จะเคยเป็นทหารมาก่อน ผมก็ไม่ใช่เครื่องมือของลัทธิล่าอาณานิคมแต่อย่างใด หรือต่อให้จะใช่ อย่างน้อยผมก็ยังมีสามัญสำนึกและอารมณ์ขันอยู่บ้าง เมื่อตระหนักได้ว่าผมไม่ได้มาเพื่อแสดงความเป็นใหญ่เหนือหมู่บ้าน เธอก็ผ่อนคลายมากพอที่จะเริ่มต่อปากต่อคำกับผม ความสัมพันธ์ของเราเป็นแบบนี้มาตลอดเจ็ดปี และมันก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดี

เมื่อเคลียร์งานเอกสารและปัญหาของชาวหมู่บ้านเสร็จแล้ว ผมก็ทำในสิ่งที่คนในตำแหน่งผมมักจะทำ คืองีบ ยินดีต้อนรับสู่โลกอันดุเดือดของผู้ตรวจการหมู่บ้านประจำอาณานิคม ก็เป็นไปได้ที่มันจะแตกต่างออกไปในอาณานิคมแห่งอื่น แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็ไม่อยากจะรู้

ผมตื่นขึ้นมาตอนสาวิตรีกำลังปิดออฟฟิศพอดี ผมโบกมือบ๊ายบาย และหลังจากนั่งซึมเซาอยู่อีกสองสามนาทีก็ค่อยลากตัวเองกลับบ้าน ระหว่างทางผมเห็นเจ้าหน้าที่สันติบาลเดินสวนมาจากอีกฟากของถนน ผมเดินข้ามถนนไปจูบผู้บังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นคนนั้นเข้าที่ริมฝีปาก

“คุณก็รู้ว่าฉันไม่ชอบให้คุณทำอย่างนี้” เจนพูดขึ้นหลังจากผมผละออกมาแล้ว

“คุณไม่ชอบที่ผมจูบคุณ?” ผมถาม

“ไม่ชอบที่คุณจูบฉันระหว่างการทำงาน” เจนบอก “มันทำให้ฉันดูไม่น่าเคารพยำเกรง”

ผมยิ้มเมื่อคิดจะแซวว่าเจน อดีตทหารกองกำลังพิเศษดูอ่อนแอนุ่มนิ่มเพราะถูกสามีจูบ แต่ถ้าพูดออกไปผมคงโดนเธอเล่นงานหนักแน่ ผมก็เลยไม่ได้พูด “ขอโทษที” ผมบอก “ต่อไปผมจะพยายามไม่ลดทอนความน่าเคารพยำเกรงของคุณอีก”

“ขอบคุณ” เจนว่า “นี่ฉันกำลังไปหาคุณด้วยตัวเอง เพราะคุณไม่โทร.กลับ”
“วันนี้ผมยุ่งมากเลย”

“ตอนโทร.ไปครั้งที่สอง สาวิตรีอธิบายให้ฉันฟังหมดแล้วว่าคุณยุ่งกับเรื่องอะไรบ้าง”

“อุ๊ปส์” ผมอุทาน

“อุ๊ปส์” เจนอุทานบ้าง แล้วเราก็เริ่มเดินกลับบ้าน “ที่ฉันโทร.ไปวันนี้เพราะจะบอกว่าพรุ่งนี้โกพาล โบปาไรจะแวะไปหาคุณเพื่อรับโทษบริการชุมชน เขาเมาและก่อความวุ่นวายอีกแล้ว คราวนี้ไปตะโกนโหวกเหวกใส่วัว”

“ทำกรรมชั่วนะเนี่ย” ผมพูดขึ้น

“วัวก็คิดอย่างนั้น” เจนว่า “มันเลยขวิดเขาเข้าที่อก ทำเอาเขาลอยไปทะลุหน้าต่างร้านค้าแถวนั้น”

“แล้วโกะปลอดภัยดีไหม”

“ถลอกนิดหน่อย” เจนบอก “แต่บานหน้าต่างหลุดออกไปเลย เป็นพลาสติก เลยไม่แตก”

“นี่ครั้งที่สามในปีนี้แล้วนะ” ผมนึก “เขาควรไปอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาจริงๆได้แล้ว ไม่ใช่ผม”

“ฉันก็บอกเขาไปแบบนั้นเหมือนกัน” เจนพูด “แต่ถ้าอย่างนั้นเขาอาจถูกจำคุกถึงสี่สิบวัน ซึ่งชาชิก็จะคลอดในอีกสองสัปดาห์นี้แล้ว เธอต้องการเขามากกว่าที่เขาจะต้องการคุก”

“ก็ได้” ผมบอก “ไว้ผมจะหางานบริการชุมชนอะไรสักอย่างให้เขาทำ”

“วันนี้คุณเป็นยังไงบ้าง” เจนถาม “นอกจากเรื่องงีบหลับน่ะนะ”

“วันนี้เป็นวันเชงเคลเปตสำหรับผม” ผมว่า “ครั้งนี้มาพร้อมกับแพะเลย”

ระหว่างเดินกลับบ้าน เจนกับผมก็คุยกันเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ อย่างที่เราคุยกันเป็นประจำทุกวัน เราเดินไปยังฟาร์มเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านไปเล็กน้อย ขณะเลี้ยวเข้าถนนหน้าบ้าน ลูกสาวของเราที่ชื่อโซอี้ก็เดินเข้ามาพร้อมบาบาร์ สุนัขพันทาง มันดูดีใจเว่อร์ที่ได้เจอเราสองคน

“มันรู้ว่าพวกพ่อกำลังมา” โซอี้พูดปนหอบนิดๆ “พอมาได้ครึ่งทางมันก็วิ่งเลย ถึงกับต้องวิ่งตาม”

“ดีใจนะที่ได้รู้ว่ามีใครคิดถึงพวกเรา” ผมพูด ส่วนเจนเอามือตบๆเจ้าบาบาร์ มันควงหางพั่บๆๆ ผมหอมแก้มโซอี้เบาๆทีหนึ่ง

“ที่บ้านมีแขกมาหาน่ะค่ะ” โซอี้แจ้ง “โผล่มาเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน ขี่ยานเล็กมา”

ไม่มีใครแถวนี้มียานเล็กใช้กันหรอก เพราะมันดูฟุ้งเฟ้อเกินไป แถมยังไม่คล่องตัวนักในชุมชนเกษตรกรรมแบบนี้ ผมหันไปมองเจน เธอยักไหล่ราวกับจะพูดว่าฉันไม่ได้นัดใครไว้ “เขาบอกไหมว่าเขาเป็นใคร” ผมถาม

“ไม่ได้บอก” โซอี้ตอบ “บอกแค่ว่าเขาเป็นเพื่อนเก่าของพ่อน่ะค่ะ หนูบอกว่าหนูจะไปโทร.ตามให้ แล้วเขาก็บอกว่ายินดีจะรอ”

“งั้นพอจะอธิบายรูปร่างลักษณะของเขาได้บ้างไหม” ผมถามอีก

“ยังหนุ่มอยู่” โซอี้บอก “ค่อนข้างหล่อด้วย”

“เหมือนพ่อไม่น่าจะมีหนุ่มหล่อให้รู้จักนะ” ผมบอก “หนุ่มหล่อนี่ดูแล้วน่าจะเป็นแผนกของหนูมากกว่า ยัยลูกสาววัยรุ่น”

โซอี้มองบนพร้อมกับเบะปากประชด “ขอบคุณค่ะ คุณพ่อวัยเก้าสิบ ถ้าเมื่อกี้รอฟังหนูจนจบก่อน หนูกำลังจะบอกเบาะแสสำคัญพอดี ซึ่งก็คือเขาตัวเขียว”